สนุกกับเกมส์mu เกมส์ต่อสู้ใหญ่สุดในประเทศ
08/01/2012 — joajae



เกมต่อสู้ หรือ Game เป็นประเภทของวิดีโอเกมประเภทหนึ่ง ลักษณะเกมต่อสู้เป็นเกมส์ที่จะให้ผู้เล่นตั้งแต่นั้นมาหนึ่งคนขึ้นไป นำตัวละครในเกม มาใช้ในการต่อสู้กับผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม เกมต่อสู้มักจะ เป็นการใหญ่สู้กันแบบประชิดตัวแบบต่อยกันหมัดต่อหมัดกันเป็นส่วนใหญ่ เกมต่อสู้มีจุดหลักๆที่จะแยกออกจากเกมประเภทแอคชั่นอื่นๆที่ใกล้เคียง เช่น มีคู่ต่อสู้จำกัดจำนวนต่อหนึ่งช่วงเวลา (ส่วนใหญ่เป็นตัวต่อตัว แต่บางเกมเช่น ซูเปอร์สแมชบราเธอร์ สามารถเล่นได้ยิ่งกว่า 2 คนพร้อมกัน), ไม่มีความได้เปรียบ เสียเปรียบด้านพลังชีวิตสำหรับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (อาจจะยกเว้นตัวละครระดับหัวหน้าฝูงในบางเกม), ไม่มีการพัฒนาความสามารถของตัวละคร (สามารถกดใช้ท่าทุกชนิดได้เมื่อกดปุ่มถูก อาจจะมีตั้งเงื่อนไขอื่นเช่นเกทพลัง แต่สามารถเก็บได้จากการต่อสู้ครั้งนั้นๆ และไม่ต่อเนื่องไปยังการต่อสู้ครั้งถัดไป)
นินจา (忍者) หรือ ชิโนบิ (忍び) (ความหมาย: "ผู้คงทน") ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มนักฆ่า หรือสปาย ในช่วงสมัย เปลี่ยนการปกครองของประเทศคนญี่ปุ่น โดยขณะคนบ้านเดียวกันนินจาได้ถูกเปรียบเทียบกับซามูไร ซึ่งซามูไรเปรียบเหมือนนักสู้ที่ต่อสู้เบื้องหน้า ขณะที่นินจาเป็นนักสู้ที่ต่อสู้เบื้องหลัง นอกจากนี้มีการกล่าวกันว่ากลุ่มคนบางคนเป็นทั้งนินจาและซามูไรพร้อมกัน ใน ปัจจุบันนี้ไม่มีร่องรอยของบุคคลที่เป็นนินจาหลงเหลือ เหลือเพียงแต่ซามูไร สำหรับนินจาหญิงจะเรียกว่า คุโนะอิจิ
คำว่านินจาเชื่อว่ามีการใช้มาประมาณ 800 ปีก่อน ซึ่งหมายถึงบุคคลที่อยู่ในภูเขาและฝึกฝนนินจุตสุ (วิชาต่อสู้เกี่ยวกับการขโมยและการล่องหน) ซึ่งมาจากประโยคที่ว่า ชิโนบิโนะโมโนะ โดยเขียนในคันจิว่า 忍者 โดยตัวอักษรแรก 忍 (นิน) หมายถึง "คงทน" โดยในภายหลังคำนี้ได้มีความหมายเพิ่มเติมหมายถึง "การซ่อนตัว" และ "การขโมย" โดยตัวอักษรที่สอง 者 (จา) หมายถึง "บุคคล" นอกจากนี้ได้มีภาษาจีนได้กล่าวถึงนินจาว่า 林鬼 (หลินกุ้ย) ซึ่งหมายถึง ปีศาจในป่า
ดังที่ตามลักษณะของนินจาที่ได้ชื่อว่านินจาไม่เคยทิ้งร่องรอยอะไรไว้รวมถึงไม่กล่าวคุยโวเกี่ยวกับผลงานของตัวเอง ซึ่งทำให้ผลงานหรือชีว ประวัติของนินจาถูกเก็บไว้เป็นความลับ ซึ่ง เป็นการใหญ่ยากที่จะหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนินจา ในตำนานหนึ่งได้มีการกล่าวถึงมินาโมโตะ โนะ โย เป็นการใหญ่ ว่าได้มีเทนงูมาสอนวิชามินาโมโตะ โนะ โย เป็นการใหญ่เพื่อฝึกฝนเป็นนินจา โดยในพงศาวดารได้มีกล่าวไว้ว่ามีพระชาวจีนรูปหนึ่งมาสอนเกี่ยวกับตำราพิชัยสงครามให้ แก่มินาโมโตะ โนะ โย เป็นการใหญ่
โทงะคุเระ ริวได้กล่าวถึงนินจาในช่วงปลายยุคเฮอัน ไว้ว่านินจา ได้แบ่งออก เป็น 2 ฝ่ายหลัก คือ อิงะ และโคงะ ได้ร่วมต่อสู้กัน ซึ่งในนิยายหรือการ์ตูน 1จะกล่าวถึงการต่อสู้ระหว่างทางสองฝ่ายนี้
ในยุคคามะคุระ ได้มีพงศาวดารกล่าวไว้ถึง คุสุโนะกิ มาซาชิเงะ ได้ใช้เทคนิคในการรบซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับวิชานินจา ต่อมาในช่วง ยุคเซนโงกุ (หรือที่รู้จักกันว่าเป็นยุคสงคราม) ไดเมียวที่มีชื่อเสียงทุกคนมีนินจาอยู่ภายใต้การปกครองสำหรับการเป็นสปายแอบสืบข้อมูลของฝ่ายตรงข้าม ในยุคสงครามการรู้ข้อมูลและแผนการของฝ่ายข้าศึก จะทำให้มีชัยชนะเหนือกว่า ไดเมียวบางคนได้ถูกกล่าวว่าเป็นนินจาเอง ซานาดะ ยูคิมูระ จ่าฝูงกลุ่มซานาดะ ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มนินจา หลังจากที่ซานาดะ ยูคิมูระนำกลุ่มทหารเพียง 3,000 คนปกป้องปราสาท สู้กับกองทัพ 50,000 คนของโทกุงาวะ ฮิเดทาดะ
ในยุคคนบ้านเดียวกัน โทกุงาวะ อิเอยาสุ ได้มีการใช้นินจา จนท้ายที่สุดได้จ่าฝูงและตั้งตัวเป็นโชกุนของประเทศคนญี่ปุ่น มีการกล่าวถึงผลงานกลุ่มนินจา นำโดยฮัตโตริ ฮันโซ จ่าฝูงกลุ่มนินจาฝ่ายอิงะ เป็นผู้นำทางให้อิเอยาสุหลบหนีออกมาในช่องเขานาระภายหลังจากที่ลอบโจมตีทัพของ โอดะ โนบุนากะ สงครามครั้งทำไปทำมาที่มีการกล่าวถึงนินจา ในช่วงยุคของโชกุนโทกุงาวะ คือสงครามกลางเมืองที่ชิมาบาระ ของกลุ่มชาวนาที่โกรธแค้นฝ่ายรัฐบาลที่เรียกเก็บภาษีแพง เมื่อสิ้นสุดสงครามนินจาเริ่มหมดกรัณย์ โดยนินจาบางคนได้มาเป็นโอนิวะบันชู กลุ่มรักษาความพนักงานรักษาความปลอดภัยของปราสาทเอโดะ ทำกรัณย์ปกป้องเสือและขณะคนบ้านเดียวกันก็แอบสืบข้อมูลของไดเมียวคนอื่น นินจาคนอื่นจะเก็บตัวปลอมปนกับชาวนาโดยยังคงฝึกฝนตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อพร้อมที่จะได้ใช้วิชานินจาที่อาจจะมีสงครามเกิดขึ้น ในช่วงยุค 200 ปีหลังจากของตระกูลโทกุงาวะ ไม่มีตามเหตุการณ์รุนแรงใดเกิดขึ้น ทำให้ไม่มีการสืบต่อวิชานินจา โดยมีการสืบต่อผ่านทางปากต่อปากและคนสนิทเท่านั้น
ในยุคเอโดะ นินจาได้เป็นที่นิยมในหนังสือสัญญาและการแสดง วิชานินจาต่างๆ รวมทั้ง การล่องหน การกระโดดสูง การท่องมนต์นินจา และการเรียกกบยักษ์มาช่วยต่อสู้ ถูกสร้างขึ้นในยุคนี้สำหรับใช้ประกอบในการแสดง เพื่อความความบันเทิง
อาวุธของนินจามีลักษณะเป็นอาวุธที่ซ่อนไว้ รวมถึง ชูริเคน (ดาวกระจาย) โบะ (กระบอง) นินจาเคน (ดาบนินจาซึ่งเล็กกว่าคะตานะ (ของซามูไร) แต่ใหญ่กว่าวากิซาชิ คุนะอิ (คล้ายๆดาบแต่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสด้านเท่าและสั้นกว่า) ประวัตินินจาในคนญี่ปุ่น นินจา นักฆ่าซัดอาวุธดาวกระจายที่โด่งดังในดาราจอเงินคนญี่ปุ่นนั้น เดิมทีไม่ใช่มีภาพเช่นนั้น เชื่อกันว่า นินจาเป็นศิลปะการต่อสู้ที่ฝึกฝนในกลุ่มนักบวช ที่เผยแพร่จากจีนมาคนญี่ปุ่นในช่วงเผยแผ่ศาสนาราวปีค.ศ. 522 กลุ่มนักบวชเหล่านี้ไม่ใช้ดาราจอเงินต่อสู้เพื่อความรุนแรง จนกระทั่งปีค.ศ. 645 ที่ฝ่ายสงฆ์เริ่มนำดาราจอเงินต่อสู้นี้มาใช้ หลังจากถูกกดขี่บีบคั้นจากรัฐบาลกลางให้ปกป้องตนเอง
ในสมัยเฮอัน เกิดการต่อสู้ชิงอำนาจกันระหว่างทางตระกูลเพื่อโค่นล้มราชสำนัก ตระกูลใหญ่ๆ เหล่านี้ความจำนงนักฆ่ามืออาชีพ ที่ทำงานหาข่าวและลอบสังหารฝ่ายตรงข้าม ทำให้คนที่ฝึกดาราจอเงินต่อสู้เป็นที่ความจำนงสูงมาก และกลุ่มนินจาก็เริ่มต้นจากนี้ไปทันทีทันใด
คำว่า นินจา มาจากคำว่า ชิโนบิโนโมโน่ เมื่อเขียนด้วยตัวอักษรคันยิ อ่านว่า "นินชา" หากอ่านเป็นภาษาจีนจึงเป็น "นินจา" นินหมายถึงการหลบซ่อน จาหมายถึงบุคคล นินจาจึงหมายถึงบุคคลที่ซ่อนตัว ชนิดแวบไปแวบมาทันทีทันใด
ในพงศาวดารของคนญี่ปุ่นหลังจากมีนินจา แล้ว โชกุนของทุกๆฝ่ายเริ่มเห็นพลังอำนาจของนักฆ่าเหล่านี้ จึงมีนินจาไว้ใช้งานกันหมด ส่งผลให้ผู้ที่ถูกสงสัยว่าเป็นนินจาโดนตามล่า และกำจัดทิ้งไปมากมาย ด้วยเหตุนี้เอง การใช้นินจาลอบสังหารกระทำได้ยากขึ้น ทำให้ นักฆ่าหญิงมีเริ่มมีบทบาท กลายเป็นว่ามีนินจาหญิง ซึ่งถูกเรียกขานกันในนาม คุโนอิจิ
— ดาราจอเงินต่อสู้ —
ซามูไร – ศิลปะการใช้ดาบ + เน้นโจมตีแบบประชิดตัว จะมีสมศักดิ์ศรีมากในตัวซามูไรแต่ละคน
นินจา – ลอบสังหาร ว่องไวสูง ทักษะดี พรางตัวเก่ง เลือดเย็น ภารกิจที่ได้รับมา จะต้องทำให้สำเร็จ
ซามูไร – เวลารู้ตัวว่าแพ้ หรือ สู้ไม่ได้ จะฮาราคีรี
นินจา – ทำภาระกิจผิดพลาด หรือถูกจับได้ ก็จะฮาราคีรี
ฮาราคีรี – การคว้านท้อง ว่ากันว่า เป็นการใหญ่ปลดปล่อย วิญญาณตัวเอง (ถึงไม่ยอมถูกคนอื่นฆ่าตาย)
จากพงศาวดาร ชาวโปรตุเกสที่เป็นพ่อค้าได้บันทึกเกี่ยวกับนินจาไว้ว่า
He 's the same โปรตุเกส
ซึ่งหมายถึงว่านินจาที่เค้าเห็นนั้นดูเหมือนกับมีพิทยาคม นักดาราจอเงิน สาขาพงศาวดารก็ให้ข้อการสันนิษฐานว่า การที่นินจาดูเหมือนมีและใช้พิทยาคมนั้น เป็นไปได้ว่านินจาจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับ มายากลขั้นสูง เช่นการ แปลงกายเป็นท่อนไม้ หลบซ่อน อำพราง เรียกไฟ เรียกลม ใช้ระเบิดควันหายตัว